วันเสาร์, พฤศจิกายน 28, 2009

วันเสาร์...

ไม่มีอะไรมากมายนักในวันนี้ เรื่อยเปื่อยไปตามวัน ผิดแต่เพียงว่าลำบากใจในตอนเย็น เพราะแรกทีว่าจะไปเขียนหนังสือที่บ้านเพื่อน แต่ท้ายที่สุดดันมีรุ่นน้องมาหาที่ร้าน อาจต้องยกเลิกไปโดยปริยาย ตอนนี้มีพลังเหลือเฟือพอที่จะเริ่มเขียนงานได้ใหม่ งานที่ร้านเริ่มปล่อยได้แล้ว ยอดขายดีวันดีคืน งานที่สำนักพิมพ์ทุกอย่างเริ่มลงตัว บรรยากาศในการทำงานดีมาก สถานที่คงไม่มีอะไรจะต้องทำเพิ่มอีกแล้ว เป็นหนี้เต็มพิกัด และก็สวยสมใจ ไม่มีอะไรค้างคาใจหากวันหนึ่งมันจะต้องเจ๊งไป...ไม่มีอะไรที่ค้างคาใจจริงๆ


หลังจากนี้ไม่นานอาจเข้าฤดูการอ่าน เข้าฤดูการเขียน งานที่เขียนไว้หมดสต๊อกแล้ว ขายแดกหมดแล้ว สาบานว่าต่อไปนี้จะตั้งใจเขียนงานดีๆ คิดให้มาก ไม่ใจร้อน และจะไม่กระแดะ จะกลับไปเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง แบบมุราคามิมุราคาโมะไม่เอาอีกแล้ว ปล่อยให้พี่เค้าเท่คนเดียวพอ เขียนแบบโง่ๆเซ่อๆของเรานี้แหละ ...หวังไว้ในใจว่าวันนั้นจะมาในเร็ววัน



วันนี้กินมาม่า โคตรไม่อร่อยเลย ไม่รู้ว่าน้ำเยอะไปหรือเปล่า แต่ไม่อร่อยมากๆ ไม่เหมือนมาม่าที่เคยรู้จัก มาม่าที่เคยรู้จักไม่เป็นแบบนี้ ไม่รู้เป็นแบบไหนถ้าหากจะให้อธิบายนะ แต่มันไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ แต่ยังไงก็กินจนหมด ฝืนกินไปเรื่อย ช่วงนี้กินข้าวไม่ค่อยมีความสุข อ๊วกออกมาบ่อย ไม่รู้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือเปล่า ไม่แน่ใจ สับสนด้วย แต่เหล้าก็แหยงๆด้วยนะช่วงนี้ ไม่ค่อยอยากดื่มเลย รู้สึกอยากจะอ๊วก มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ช่วงนี้ อายเหมือนกันถ้าะเล่าเรื่องอีกเรื่องเลยเก็บไว้ดีกว่า เดี๋ยวกินข้าวไม่ลง ฝันก็ไม่ค่อยดีอีกแล้ว ในฝันแม่งมีคนมาเต็มเลยแต่สุดท้ายแม่งมีแต่คนตาย น่ากลัวฉิบหาย แบบว่า "เฮ้ยไอเจมส์มึงตายไปแล้วนี่หว่า" บอกไปเลยแบบนั้นในฝัน แล้วทุกคนก็หัวเราะกันหมดแบบในหนังผีเปี๊ยบ โคตรหลอน แม้แต่พ่อก็มาเล่นด้วยในฝัน เล่นเป็นคนที่นอนตายอยู่ในโลงศพใสติดแอร์ มีคนแบกมาแล้วก็บอกว่ามาเก็บเงินหกพัน เราก็บอกว่าใครวะไม่จ่าย แล้วเค้าก็บอกว่าพ่อมึงไม่ใช่เหรอนั่น แล้วเราก็ "เฮ้ย พ่อ" แล้วพอมองไปพ่อก็นอนชักกระแด่วๆในโลงกระจกนั่น แบบว่าให้คนช่วยให้ออกไป เราก็ขอความช่วยเหลือบอกคนอื่นว่า "เฮ้ยไม่เห็นเหรอว่าเค้ายังไม่ตาย" ทีนี้คนอื่นๆมันก็อมยิ้ม แล้วก็กลับไปที่พอมองหน้าพวกมันนานๆก็คิดได้ว่าแม่งตายหมดแล้วนี่หว่า ไอเจมส์ ไอเอ พี่อ้วน สัด..นัดกันมาเลยนะ พ่อก็ด้วย มาอวยพรวันเกิดกันหรือไง ตกใจตื่นเลย...สยอง


ทีเด็ดวันนี้ชอบปกหลังของหนังสือเล่มใหม่ของสนพ.

"อะไรที่นักปรัชญาพูดถึงความจริงเป็นเรื่องน่าผิดหวัง เหมือนป้ายหน้าร้านรับซื้อของเก่าที่เขียนเอาไว้ว่า รับรีดเสื้อผ้า แล้วพอท่านเอาเสื้อผ้าไปรีด ท่านก็ถูกหลอก เพราะป้ายนั้นมีไว้สำหรับขาย"


"""""""""""""""

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 22, 2009

มด กับ แมลงสาป

สองอย่างที่ว่ามีปัญหากันมาตลอดตั้งแต่เด็ก โดยส่วนตัวไม่ชอบมากกว่าเพราะว่าน่ารำคาญและเวลาโดนกัดก็เจ็บ ความน่ารำคาญของมันเล่นเอาเก็บไปฝันเลยนะ ล่าสุดก็ฝันว่าหันไปทางไหนก็มีแต่มดไปหมด จริงแล้วมีปมน่ะ ตอนวัยรุ่นเคยซื้อเสื้อแพงๆมาแล้วโดนมดกัดเป็นรู เก็บเงินมาเป็นเดือนเซ็งมากชิบหาย แล้วมดก็เคยเข้าไปคอมพ์พิวเตอร์ด้วยนะ เกือบเจ๊งไปเลยทีเดียว ว่าแล้วขอเล่านอกรอบหน่อยหนึ่งที่มันเรียกว่า"บักซ์"น่ะ มันเคยมีระบบคอมพิวเตอร์ของเอมริกามันป่วน รู้สึกว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม หาสาเหตุก็ไม่เจอ สุดท้ายก็พบว่ามีแมลงตัวหนึ่งไปตายจึงทำให้วงจรเดินสะดุด อย่าลืมนะแมลงบางชนิดเป็นตัวนำไฟฟ้า แล้วสุดท้ายเค้าก็เลยให้เกียรติเอาชื่อมันเป็นโรคชนิดหนึ่งในคอมพิวเตอร์ กลับมาที่เรื่องมด เกลียดมากเลยตอนที่มันเดินมาเป็นแนวๆ เลยตัดสินใจเอาของมาล่อมัน รอจนมดตัวแรกเดินมาแล้วเราก็เดินย้อยเส้นทางการเดินของมันกลับไป เฮ้ยจริงด้วย!! มันมากันเป็นทีม ไม่เหมือนคนที่อะไรดีๆชอบเก็บไว้คนเดียวไม่บอกคนอื่น เจอรังมันเลยทีนี้ อยู่ข้างนอกนู่นแน่ะ จะโกรธมันก็ไม่กล้าโกรธ คือมันหิวมันก็อยากกินของมันนิน่าสงสารจัง แต่ก็อดรำคาญไม่ได้เลยให้น้องไปซื้อชอล์คกันมดมา จะใจดีอะไรขนาดที่จะให้มันแดกเสื้อตัวละสองร้อยหมด ไม่ไหวนะ ทุกอย่างมันต้องมีขอบเขต ชอล์คน่าจะทำงานได้ดีเลยตัดปัญหาออกจากชีวิตไปได้เรื่องหนึ่ง

แมลงสาปอีกตัวที่เป็นปัญหาใหญ่ มันชอบออกมาตอนกลางคืน อย่าได้เผลอเอาของกินเหลือทิ้งไว้เชียว มันมากันให้พรึ่บ ตอนกลางคืนก็มาต่ายยั้วเยี้ย บางทีก็ที่หน้า บางทีก็ที่ตัว ไม่เคยเข้าปาก แต่อนาคตไม่แน่ มันอาจจะอยากลองดูสักทีก็ได้ แต่แมลงสาปมันก็กลัวคนนะ ตอนเปิดไฟมันไม่มาหรอกแต่ตอนปิดนี่สิมากันเยอะเลย คิดถึงตอนเด็กๆที่ชอบจับแมลงสาปไปขาย ได้ตัวละบาท เฮียเค้าใจดี เอาไปให้ปลาอโรวาน่ากิน เรียบเลยไม่เคยเหลือ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยไหว ไม่รู้มันมาจากไหนกัน บอกไปหลายทีแล้วว่ามันมาจากท่อ แต่ไม่มีคนฟังเลย เพราะคนอื่นอาจไม่เคยเจอปัญหาอย่างที่เราเจอ ถ้าไปหาหมอ หมอคงบอกว่า "คุณมีสารตัวหนึ่งที่เอาเป็นว่า มันสามารถทำให้แมลงสาปคุ้นเคยกับคุณ" อะไรประมาณนั้น จะว่ากูสกปรกก้เอาเถอะ น่าขยะแขยงนะแมลงสาปน่ะ เคยถอดหัวมันหรือเปล่า ดึงออกมาได้นะแต่อย่าไปทำเลยมันบาป เคยเล่นตอนเด็กๆอยู่ช่วงนึง ตอนนี้เลิกแล้วสาบานได้ ได้แต่หวังว่ามันจะยกโทษให้ แต่ถ้ามองให้ดีคือชาติที่แล้วมันอาจเคยเกิดเป็นคนแล้วมาดึงหัวเราที่เคยเกิดเป็นแมลงสาป แหงล่ะใช่เลย! แต่ทางที่ดีอย่าได้จองเวรจองกรรมกันเลย เลิกแล้วต่อกันเถอะ นะนะนะ ยังไงเราก็รักเธอมากกว่ามดเยอะๆอยู่แล้ว

..........

วันเสาร์, พฤศจิกายน 21, 2009

พฤติกรรมลอกเลียน...

คำๆหนึ่งจากปรีดีโดมผู้มีอาชีพเป็นนักวิชาการทำเอาผมยิ้มไม่หุบ เรื่องง่ายๆคือหนังสือหรืออะไรก็แล้วแต่ทำไมมันถึงได้เหงากันหนักหนา วรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่องยาวทำไมในช่วงนี้ถึงมีแต่งานเหงาๆเงียบๆออกมาก ทำไมมีแต่งานที่คล้ายคลึงกันคือพยายามเขียนให้เหงาๆงงๆชวนปวดหัว ทำไมไม่มีงานเอะอะมะเทิ่งออกมาบ้าง ทำไมมีแต่พวกมากมีด้วยฟอร์มราวกับว่านั่งเขียนหนังสืออยู่บนนั่งร้าน งานแบบสดๆมันหายไปไหน ทำไมคนถึงได้สร้างตัวเองในจินตนาการได้ไกลห่างขนาดนั้น...เรื่องเกิดขึ้นในร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่ผมได้ฟังก็ได้แต่ยิ้มไม่หุบ เพราะตัวเองในช่วงหลังๆก็ถูกภาวะสะกดจิตเช่นกัน


ข่าวมาว่าหลายสนพ.เริ่มเปลี่ยนมาใช้ขนาดเล่มเท่าเรา กระดาษปกเหมือนเรา และบางเจ้าถึงขนาดไปตามนักเขียนคนเดียวกับเรามาทำงานให้ ทีนี้ก็จะเป็นหลักการตลาดแบบ "มีทู" คือใครทำแล้วดีกูทำด้วย ซึ่งการตลาดแบบนั้นมันควรจะใช้กับพวกขายยาสีฟัน สบู่ ลกอม ชาเขียว แต่แปลกที่คนที่เรียกว่าตัวเองทำงานศิลปะกับชมชอบการลอกเลียนรูปแบบไปเสียชิบ! ทีนี้เราก็ต้องตั้งคำถามว่าหากแม้นคนเหล่านั้นเรียกตัวเองว่าศิลปิน แล้วพวกเจ๊กที่เยาวราชสะพานเหล็กที่ก๊อปกระเป๋าขาย ของเล่นขาย คนเหล่านั้นจะสามารถเรียกตัวเองว่าศิลปินได้หรือไม่?...อีกหนึ่งที่ผมแอบตั้งคำถามให้กับคนเหล่านั้น


ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดออกรสออกชาติเกี่ยวกับงานของผม ซึ่งผมเองคงเป็นคนกระแดะหากแม้นจะบอกว่าผมรู้สึกเฉยๆ การได้เจอนักอ่านที่เป็นแฟนประจำของเราเป็นเรื่องที่น่าดีใจไม่น้อย การพูดคุยผ่านไปโดยเร็ว ด้วยการคุยไปเรื่อยแต่ไม่เอื่อยและไม่เร่งรัดจนเกินไป ท้ายที่สุดจึงมีความคิดเห็นหนึ่งปรากฏตัวในบทสนทนานั้น...เขาชอบ "สิบแปดอัพ" และ "คณิตศาสตร์ รส." ความรู้สึกเก่าๆกลับมาในตอนนั้น..ครั้งหนึ่งที่เขียนหนังสือด้วยความรู้สึกสนุกเป็นที่สุด



วันนี้วันอาทิตย์...


ผมนั่งเขียนงานชิ้นหนึ่งตามที่ได้รับปากไว้ กลับไปคิดถึงแนวทางเก่าๆที่เราเคยเขียน ตัวตนของเราในงานก่อนหน้านี้ ร่างแรกเริ่มจากความฝัน จนหลังจากการตื่นเมื่อบางอย่างในความฝันนั้นถูกร่างบนกระดาษด้วยหมึก ตัวตนของงานจึงเริ่มก่อเกิด ผมอยากสูบบุหรี่สักมวนแต่ได้ห้ามใจตัวเองไว้ ใช้ความเงียบข่มใจแล้วพยายามลืมความรู้สึกที่เคยปฏิสัมพันธ์ต่อมัน จากนั้นจึงได้เริ่มต้นการทำงาน งานในแนวที่เราเขียนซึ่งหากแม้นมันเสร็จสิ้น มันอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ เพราะเป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าผมเขียนอีโรติกไม่ได้ แต่จะเป็นไรเล่าหากแม้นเราได้ทำงานที่เป็นตัวตนของเรา มันจะดีกว่าหรือที่จะสอบผ่านด้วยการลอกข้อสอบจากคนอื่น


.............

วันศุกร์, พฤศจิกายน 20, 2009

กลับไป?

ช่วงนี้ฉันเหนื่อยเสียเหลือเกิน เบื่อเสียเหลือเกิน แต่ทั้งที่อยู่สภาวะเช่นนี้ฉันก็ยังทำตัวเป็นปรกติ บ่นบ้าบ้าง หัวเราะบ้าง หัวเสียบ้าง เป็นอย่างที่เคยเป็น เรื่องที่ใครไม่สามารถมองเห็นได้หรอกว่าความรู้สึกที่แท้จริงของฉันเป็นเช่นไร


ในบางคืนฉันนั่งรถไปเรื่อยเปื่อย อยากหาที่ดื่มบ้างเป็นบางครา ฉันนั่งรถไปเรื่อยๆ บ้างบางครั้งฉันประสบผลสำเร็จ บ้างบางครั้งฉันประสบความล้มเหลว ซึ่งหากว่าเป็นอย่างหลัง นั่นหมายความว่าฉันนั่งแท๊กซี่รอบเมืองโดยเสียเงินไปเปล่าๆ ใครหลายคนอาจมองว่าฉันเป็นคนโง่บรม หรือใครบางคนอาจตัดสินฉันได้ว่าฉันมองไม่เห็นซึ่งค่าของเงิน...เรื่องที่ฉันต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ เพราะฉันรู้ตัวฉันเองดีว่าตอนนี้ฉันกำลังยืนอยู่ตรงไหน



งานเสริมของฉันทำเงินได้ดีในช่วงนี้ แต่เงินเป็นสิ่งที่ตัดสินความสุขของชีวิตไม่ได้ หากแม้นเธอได้เรียนรู้อะไรในชีวิตบ้าง...คำอธิบายข้างต้นอาจจะเป็นส่วนเกินที่เธออยากได้รับ ฉันแลกชีวิตของฉันกับเงินจำนวนนั้น การเดิมพันจำนวนมากสุดที่ฉันมี...นั่นคือชีวิตของฉันเอง ฉันมักโทษมันว่าเป็นจุดเริ่มเรื่องของความแปรปรวนทั้งหมดในตอนนี้ หนักจนถึงขนาดฉันเก็บเอาไปฝัน ตำแหน่งที่ฉันได้ทำในตอนนี้มันสามารถทำอันตรายให้กับฉันได้ เพราะเนื่องจากฉันได้ไปยืนอยู่ในที่ที่ใครบางคนเสียผลประโยชน์ ฉันรู้ถึงความอันตรายของงานนี้ดี ช่วงเวลาการชั่งน้ำหนักช่างยาวนานเสียเหลือเกิน บ้างบางครั้งเล่นเอาฉันเก็บเอาไปฝัน เรื่องที่ฉันตัดสินใจอยู่นานครันว่าฉันจะตกปากรับคำใครคนนั้นหรือไม่ ในที่สุดเมื่อฉันเอาแม่เป็นตัวตั้ง ความลังเลในการตัดสินใจก็หายไป


วันนี้ฉันเหนื่อย

เวลาฉันเหนื่อยฉันก็เคยเดินขึ้นทางด่วนมาแล้ว ยามฉันเหนื่อยทุกอย่างดูเหมือนว่าฉันได้อยู่อีกโลกหนึ่ง วันนี้ไม่ได้ต่างจากวันอื่นๆ ฉันรู้สึกว่าเรื่องในวันนี้ไม่ต่างจากการโดนทำร้าย ฉันให้ความเงียบดำเนินเรื่องไปอย่างที่มันเคยเป็น ให้ความเงียบสงัดนั้นค่อยไล่เรียงสิ่งที่ซ่อนเร้นค่อยปรากฏตัวชัดเจนเมื่อเวลาผ่าน ฉันจะไม่เอ่ยคำใดจนกว่าฉันจะได้มองเห็นมันทั้งหมด ให้ก่อตัวขึ้นและจางหายไปในเวลาที่มันได้พูดจนสิ้นเสียงแล้ว...ฉันจะรอจนถึงเวลานั้น


วันนี้วันศุกร์

ฉันกำลังคิดจะดินทางหายไปดื้อๆสักระยะหนึ่ง อาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรืออาจจะเป็นคืนนี้ บ้างฉันอาจจะได้มีเวลาเขียนนิยาย หรือบ้างบางทีฉันอาจทำได้แค่เพียงนอนอยู่ในโรงแรมไหนสักแห่งไกลจากเมืองโดยที่หน้าต่างปิดสนิทแนบตลอดช่วงเวลาที่ได้พักที่โรงแรมแห่งนั้น


.........

วันอังคาร, พฤศจิกายน 17, 2009

ปล่อย...

ช่วงนี้เวลาผ่านไปนานกว่าปรกติ ฉันนั่งมองเข็มนาฬิกาเคลื่อนที่ไปในแต่ละวินาทีด้วยใจไม่เร่งร้อน ขณะนั้นเองฉันก็พูดพล่ามกล่าวคำที่ไร้ซึ่งความหมายในล่องลอยไปในอากาศ ฉันสร้างความไม่ปรกติให้คลุมจิตใจภายในของฉันอย่างสุดกำลัง ฉันปล่อยให้ใครหลายคนเข้าใจในสิ่งที่ฉันสร้างขึ้น ขณะนั้นเองฉันก็เมินเฉยในเรื่องหลายเรื่องที่ฉันเริ่มที่จะท้อใจ ฉันอยากจะอยู่แบบสงบ นานสุดเท่าที่นานได้


ร้านรวงสวยได้ใจฉันอย่างจริงแท้ ฉันเคลิบเคลิ้มไปกับความงามของมัน และตัวตนของมันก็ยิ่งชัดขึ้น มันมีบุคลิกเป็นตัวของตัวเอง ท่าทางมันเป็นคนจริงจังแต่ก็มีอารมณ์ขันอยู่ในที มันดูเป็นคนง่ายๆแต่ก็มากมีด้วยรสนิยม มันดูเปลี่ยวเหงาแต่ก็รู้สึกว่ามันสงบอย่างไม่ทราบสาเหตุ...ฉันชอบความรู้สึกในร้านในตอนนี้




เช้านี้จิ๊กซอร์ชิ้นเกือบสุดท้ายสิ้นเสร็จ ตู้หนังสือสามใบในร้าน ฉันชื่นชมในบางอย่างก็อดตำหนิในบางอย่างไม่ได้ เช่นนั้นฉันจำต้องใช้เวลาเพื่อสงบใจ และเมื่อฉันได้คิด...ในที่สุดฉันก็รู้ได้ว่าความสมบูรณ์มันจะไม่มีหรอกหากเธอแม้นล้วนแต่เลือกที่จะมองในสิ่งที่เธอพอใจ เธอจำต้องรับคนอื่น ความผิดพลาดของคนอื่น ให้อภัย หากแม้นเธอพร้อมที่จะเข้าใจในความผิดพลาดนั้น เมื่อนั้นเธอก็จะมีความสมบูรณ์ที่อิ่มเอมในใจของเธอ



.............

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 15, 2009

งานเขียน...

คณิตศาสตร์ รส.

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นในตอนที่คับแค้นใจ และอยากมีผลงาน โชคดีที่ตอนนั้นมีพลังเลยทำออกมาได้เป็นรูปเล่ม เล่มนั้นทำงานเขียนอยู่อาทิตย์หนึ่งแต่การเขียนไหลลื่นไม่มีติดขัด ด้วยแนวความคิดง่ายแสนง่าย คณิตศาสตร์อยู่ใกล้ตัวเรา แต่คนที่ไม่เห็นมันมีเพียงคนประเภทเดียว คือคนที่ไม่เลือกที่จะมองเห็น...เพราะสำหรับคณิตศาสตร์แล้ว คนตาบอดยังสามาถมองเห็นมันได้


เด็กหญิงมุกประดับ...

อย่างที่เขียนไว้ในคำนำ หนังสือเรื่องนี้เขียนขึ้นเพราะผมตั้งคำถามว่า "ระหว่างคนสติสมประกอบกับคนสติไม่สมประกอบใครกันแน่ที่โชคร้าย" การเขียนเรื่องนี้ไหลลื่นอย่างที่เคยเป็น ข้อผิดพลาดมีอยู่ว่าผมจบเร็วไปหน่อย นี่คือเรื่องเดียวที่ผมรู้สึกเสียใจ

18+...

เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกของชีวิต เป็นเล่มที่เขียนจบแล้วแล้วยังนั่งร้องไห้เป็นชั่วโมง ตอนเขียนใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ในตอนต้นฤดูหนาวที่เชียงใหม่ แรงจูงใจมีมากเพราะมันจะถูกนำไปลงเป็นตอนๆที่นิตยสารเล่มหนึ่ง

เล่มนี้ผมจินตนาการถึงเพื่อนสองคนในวัยเด็กที่มองเห็นหน้ากันแต่ไม่รู้จักกัน เพียงเพราะว่าบ้านของทั้งสองฐานะต่างกัน เช่นนั้นผมจึงเอาเรื่องนี้มาเขียน เพราะดูเหมือนว่าผมจะเป็นตัวกลางของเพื่อนสองคนนี้ ผมอดนึกจินตนาการไม่ออกว่าถ้าเราสามคนมาเป็นเพื่อนกันในตอนนั้นมันจะเป็นเช่นไร และท้ายสุดดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จะสามารถเป็นไปได้ในวรรณกรรม



รักหมายเลขศูนย์...

ผมเขียนใหม่ๆตอนออกมาจากกำมะหยี่ อยากทำหนังสือเล่มเล็กๆที่มีราคาไม่แพง อยากเขียนเรื่องง่ายๆสบายๆ และในที่สุดก็ได้เขียนมันจนสิ้นเสร็จ การทำงานชิ้นนี้ผมค่อนข้างประทับใจ..เพราะตอนเขียนผมสมาธิดีมาก และได้อยู่ในที่ที่อากาศดี


หลับฝันดี...


ผมเริ่มเปลี่ยนสไตล์การเขียน จากรวดเดียวจบไม่มีแก้เป็นเขียนทิ้งไว้แล้วตอนเย็นมาตรวจอีกรอบ อย่างไรก็แล้วแต่มันก็น้อยกว่ามาตรฐานที่คนอื่นทำเป็นสิบเท่า เป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ อาจแปลกไปสักนิด แต่ผมว่าทีเด็ดมันอยู่ที่คำตาม สั้นๆตามนั้นเลย


ปริศนากับความรัก

คุณเคยหลงป่าหรือเปล่า คุณเคยเสียการทรงตัวจากปัญหาชีวิตหรือไม่ อยู่ดีๆชายเรียบร้อยเจ้าระเบียบคนหนึ่งกลายมาเป็นอีกคนหนึ่งเพียงเพราะได้รู้จักรัก แล้วตกลงรักมันเป็นเช่นไร...เป็นอีกเล่มนึงที่ผมชอบมากๆ แต่เสียใจที่สุดที่ขั้นตอนการทำงานมันพลาดจนน่าตบตัวเอง


บันทึกของเสียงใบไม้ร่วง..


งานที่ผมเขินๆ มันอ่านได้เพลินๆแต่เชยชะมัด แต่แล้วไงล่ะ ผมจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะว่าถ้าผมไม่เชยงานจะออกมาเชยได้อย่างไร





ที่เขียนมาทั้งหมดเพราะว่าได้รับงานเขียนมาชิ้นหนึ่งที่เป็นแนวอีโรติก...และผมก็พยายามทำมันอยู่ ถนอมอารมณ์มาเป็นสามสี่วันเพื่อที่จะเริ่มเขียนงาน และท้ายท้ายที่สุดมันก็มาพังเพราะวินาทีเดียว


ไม่เป็นไรเอาใหม่...ผมเขียนมาทั้งหมดในวันนี้เพื่อข่มใจและให้ตัวเองทบทวนว่า เราทำงานมามากแค่ไหน อย่าได้เอาวินาทีเดียวในวันนี้มาทำลายเรื่องทั้งหมดที่ทำมาเป็นแรมปี


.............

วันอังคาร, พฤศจิกายน 10, 2009

เวลาเมา...

เวลาเมาแล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกที พูดเพ้อเจ้อ คิดเพ้อเจ้อ มองโลกในแง่บวก อ่อนไหวง่าย ปลื้มใจง่าย ชื่นชมคนโน้นคนนี้ง่าย ใครเดินชนก็ไม่โกรธ ให้อภัยได้หมด พ่อพระมาโปรด ใครที่เคยด่าแม่วันนั้น..วันนี้มาด่าพ่ออีกก็ไม่โกรธ ให้อภัย ใจดีฉิบหาย แล้วก็จะใจดีมากๆ เข้าใจไปเสียหมด อาหารช้าก็ไม่อารมณ์เสีย เด็กน้อยซึ่งมารยาททำร้ายใส่ก็ยังยิ้มได้ บางครั้งแถมเงินไปให้ด้วยอีกยี่สิบบาท เด็กผู้หญิงเดินผ่านก็อยากมีลูกเป็นเด็กผู้หญิง อยากเลี้ยงเธอคนนั้นให้เป็นสาวสูงศักดิ์เล่นดนตรีเต้นบัลเล่ย์เรียนเลขได้เกรดสามแล้วก็ได้เกรดสี่วิชาภาษาอังกฤษ เด็กผู้ชายเดินผ่านก็อยากมีลูกเป็นเด็กผู้ชายเลี้ยงเขาให้เติบใหญ่และเป็นสุภาพบุรุษที่เต็มไปด้วยคนที่มากมีรสนิยม ชอบโทรไปหาคนโน้นคนนี้บ้าง คุยสั้นๆ บางครั้งตื่นมาก็ลืมว่าโทรไปนึกว่าเป็นฝัน บางทีก็โทรไปนัดแนะว่าจะไปหา นัดแนะสถานที่ไว้เสร็จสรรพ ชวนคุยถึงความหลังเก่าๆเหมือนคนแก่ที่ชอบพูดเรื่องเก่าแบบแผ่นเสียงตกร่อง บางคนในนั้นยังถามว่าเมาอยู่หรือเปล่า..แล้วเราก็จะบอกว่าเปล่า จะบ้ารึ!! แล้วก็ดันทุรังพูดไปต่อเพื่อแสดงว่าไม่ได้เมา บ้างบางครั้งชวนคิดเลขแข่งกันด้วย แล้วส่วนมากในวันที่เป็นเช่นนั้นก็จะโทรไปหาลูกศิษย์บางคน ความทรงจำเก่าๆจะกลับคืน รอยยิ้มก็จะกลับมา คิดถึงพวกเด็กๆที่งงกับจำนวนเชิงซ้อนบ้าง ฟังก์ชั่นบ้าง คิดถึงตอนที่อำพวกเด็กๆเหล่านั้น คิดถึงตอนที่แอบหลับในเวลาสอนแต่แกล้งทำเป็นใช้สมาธิ แล้วก็คิดถึงคนในครอบครัวบ้างในตอนนั้น เวลานั่งดื่มแล้วไม่มีคนคุยด้วยจะเป็นแบบนี้ จะเหม่อลอยไปเรื่อย มองโทรศัพท์บ่อยๆเหมือนเด็กมอปลายที่ชอบมองสาวต่างโรงเรียนในฟาสต์ฟู๊ดของห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปประเทศ ทำท่าทำทางเหมือนคนคิดลึกเมื่อได้สบสายตา มันจะเป็นแบบนี้ในเวลาที่เมาในคืนที่เิริ่มดื่มคนเดียว...แต่ข้อดีก็คือเราจะร็ตัวว่าควรเลิกเมื่อไหร่ เลิกก็คือเลิก เด็ดเดี่ยวและมั่นคงในการตัดสินใจแบบนายพลปิโกโร่ และในคืนนั้นก็จะมีความสุข นอนด้วยรอยยิ้มและมีฝันที่ดี


............